(NR) Liêm Rossi

เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

banner1

“โอ้ย สมัยอยู่เวียดนามลูกค้าก็พอๆ กันล่ะ เท่านี้ป้าทำได้”

nr_appform

ชื่อ – นามสกุล : เลียม รอสซี (Liêm Rossi)

อายุ : 43                                  วันเกิด : 15 พฤษภา 19XX

เพศ : หญิง                                เชื้อชาติ : เวียดนาม – นอร์เวย์

สัญชาติ : เวียดนาม

ส่วนสูง /น้ำหนัก : 173 cm. / 82 kg.

สีผม /สีตา : ส้มแดง / เขียว

 

✻✻✻✻✻✻✻✻✻✻✻

สิ่งที่ชอบ : ตลาดและร้านรวงตามถนน, ผลไม้สด

สิ่งที่เกลียด : คนไม่รู้จักคุณค่าของอาหาร, หนังสือที่ตัวอักษรเล็กเกินไป

สิ่งที่หวาดกลัว : ไม่มี

งานอดิเรก : กำลังพยายามฝึกวาดรูป แต่เพราะเมื่อก่อนงานเจ้าของร้านเหนื่อยเกินไปเลยไม่มีเวลาได้ฝึกเป็นชิ้นเป็นอันสักที

นิสัย : คุณป้าหน้าตาใจดีที่ร่าเริงและกระฉับกระเฉง แต่ละเอียดรอบคอบจนคล้ายเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์อยู่บ่อยๆ (ซึ่งเป็นปัญหาที่เธอก็ยังไม่รู้จะแก้ยังไง) ดุบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็เพราะรักนะจ๊ะ

ประวัติ :  เมื่อก่อนเปิดร้านขนมอยู่ในเวียดนาม กระทั่งสามีย้ายมาทำงานที่บริษัทสาขาแม่ เธอจึงต้องย้ายตามมาพร้อมลูกชาย 2 และลูกสาวคนเล็กอีก 1 คน

อื่นๆ :

  • สามีเป็นชาวอิตาลี
  • วาดรูปห่วยมาก
  • หงุดหงิดง่ายเวลาเหนื่อย
  • เพิ่งเปลี่ยนสกุลตามสามีเมื่อไม่นานมานี้ (ประมาณ 3 ปีก่อน)

 

รูปครึ่งตัวRossi (NR)


twitter : @nr_liem

ฝากลูกสาว (?) คนนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ  X’D

Advertisements

(no) Control

.

.

.

ย้อนทบทวนถึงทุกสิ่งที่ผ่านมา ให้ตายเขาก็ตอบไม่ได้ว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

เสียงเสียดสีเพราะอีกคนขยับตัวดังขึ้น ไม่ดังมาก แต่ก็พอได้ยินถ้าเงียบฟัง ในห้องมีเพียงแสงสลัว กับเสียงหายใจแผ่วเบาเป็นระยะ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนที่กำลังซุกตัวชิดอยู่ติดอกนั้นเข้าสู่ห้วงภวังค์ไปนานแล้ว เขามองผ่านความมืด บนที่นอนด้านข้าง หมอนคนละใบ แต่วางใกล้จนคล้ายใบเดียวกัน เห็นเพียงศีรษะกับปลายจมูก กับแขนผอมที่เกาะเกี่ยวตนราวอยากจะยึดไว้เป็นที่พึ่งพิง

ความคิดยังคงวิ่งแล่นอยู่ในหัว

ความรู้สึกเหมือนโดนควบคุม …จาง แต่ใช่ว่าจะไม่สัมผัสถึง

นับแต่คนๆ นี้เดินเข้ามา อันที่จริง ต้องบอกว่าเขาก้าวเข้าไป เด็กหนุ่มก็เริ่มเสียการควบคุมตัวเองมากขึ้นทุกที มันน้อย จนแทบไม่สังเกตเห็น แต่เพราะค่อยเป็นค่อยไป กว่าจะสังเกตได้ ก็กลายเป็นถลำลึกลงไปเสียแล้ว

แน่นอนว่ายังไม่มาก แต่สำหรับเต แค่ขาข้างเดียววางลงบนตะแลงแกง นั่นก็ถือว่าเกินพอ

ดูอย่างตอนอีกฝ่ายลืมตามาสบนั่นปะไร เตแน่ใจ เขาไม่ได้ตื่นเต้นหรือวาบหวาม ไม่ได้ถูกดึงดูดให้หยุดละสายตา

ไม่มีความพิเศษแม้เศษเสี้ยวของเหตุการณ์

มันก็แค่… เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะใจเต้น…

…กำลังใจเต้น เพราะสายตาของเขา

เขาจึงอยากมอง —  จึง ‘โดนคุม’ ให้มอง มันก็เท่านั้นเอง

Diary Note : Wed, 10-2-2016

ฉันเกลียดเรื่องสั้น

ทุกวันฉันอ่านตำรา ดำลึกดิ่งสู่งานเขียนมากมาย สิบผ่านร้อย ร้อยผ่านพัน นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ดึงสายพานความคิด นำมาตี กด แผ่ ลากเส้นผ่านดินสอจนเต็มกระดาษแผ่นจ้อย หวังเพียงสลักลายลงงานให้ได้เกินสักสิบบรรทัด

เสียงครูดขีดหยุดลง ฉันปราดมองก่อนนับ – หนึ่ง สอง สาม สี่

นี่เป็นบรรทัดที่ห้า  คุณคงเห็นแล้ว ฉันล้มเหลว

บันทึกเรื่อยเปื่อย : Character-based กับ Plot-based (1)

พิมพ์ดีด

han-solo-return-of-the-jedi_612x380

โดยทั่วๆ ไปแล้ว เรามองว่าคนเขียนหนังสือมีสองแบบค่ะ ฝรั่งเขาเรียก Character-based พวกเน้นคาแรคเตอร์ (ตัวละคร) กับ Plot-based พวกเน้นพล็อต (เรื่องราว)

คุณ GRRM คนเขียนเรื่อง Game of Thrones แกเรียกว่า พวกคนสวน กับ พวกวิศวกร

ส่วนเราเองบางทีก็เรียกว่า พวกจม กับ พวกลอย

ทำไมเรียกแบบนี้น่ะเหรอ

คือตามความเห็นของเรา คนเราจะมีนิสัยการทำงานต่างๆ กันไปค่ะ นิสัยการทำงานนี้ นอกจากเกิดขึ้นเพราะฝึกมาแบบนั้นแล้ว ยังเกิดเพราะนิสัยของเจ้าตัว สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู ฯลฯ ด้วย บางทีก็เป็นเรื่องที่อธิบายยาก เหมือนว่าทำไมคนเลือดกรุ๊ปเอถึงเป็นอย่างนั้น คนเลือดกรุ๊ปบีถึงเป็นแบบนี้ แต่บางทีพอทายออกมาแล้ว มันก็ดันแอบตรงน่ะค่ะ

ดังนั้นแม้ว่าจะทำอาชีพเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำแบบเดียวกัน นักเขียนก็เหมือนกัน ถึงจะบอกว่า “เป็นนักเขียนละ” ก็ไม่ได้ทำงานแบบเดียวกันหมด หรือมีคาแรคเตอร์คล้ายๆ กันหมดหรอกค่ะ ไม่อย่างนั้นเรื่องราวและสไตล์ของหนังสือจะมีหลายแบบต่างๆ กันไปได้อย่างไร

ต่อมาพอมีคนเขียนหนังสือออกมาเยอะๆ แล้วมีคนอ่านเยอะๆ ก็เลยมีการวิเคราะห์กันว่า เออนี่นะ นักเขียนนี่แบ่งกว้างๆ ได้สองแบบ คือเน้นคาแรคเตอร์ กับเน้นพล็อต

พวกเน้นคาแรคเตอร์คืออินกับคาแรคเตอร์ค่ะ เวลาเขียนเรื่อง ตัวละครมักจะมาก่อนเรื่องราว คือก็มีโครงเรื่องแหละ แต่ตัวละครมันเด่นกว่า เด่นมากๆ เวลาเราอ่านเรื่องของคนเขียนพวกนี้ เราจะรักตัวละครมากหรือไม่ก็รู้สึกว่า โห ตัวละครนี่เหมือนคนจริงๆ เลยเนอะ เหมือนเป็นเพื่อนพูดคุยกันได้เลย

พวกเน้นคาแรคเตอร์ มักจะปล่อยให้ตัวละครดำเนินเรื่อง ดังนั้นบางทีเรื่องราวจะดูเหมือนไปเรื่อยๆ หรือไม่ค่อยมีทวิสต์ และบางทีจะเล่าเรื่องที่นักเขียนแบบนี้เขียนยากด้วย เพราะ “เนื้อเรื่อง” จริงๆ ไม่เด่นเลย ไปเด่นที่ตัวละคร ถึงอย่างนั้น คนอ่านก็ยังตามอ่านไปได้เรื่อยๆ สนใจชีวิตตัวละครพวกนี้ อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงกันต่อนะ

พวกเน้นคาแรคเตอร์ เวลาเขียนจะอินมาก อินจนเหมือนจมลงไปในเรื่องเลยค่ะ (เราเลยเรียกว่า “พวกจม”) เหมือนไปอยู่กับตัวละครด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้ามีคนเขียนมาบ่นๆ ให้ฟังว่า เออนี่แน่ะ อีตัวละครที่ชั้นเขียนอยู่นี่มันไม่เดินเลยว่ะ หรือตัวละครไม่ยอมเลยเขียนต่อไม่ได้ หรือตัวละครมันพาไปเอง

เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ

ถามว่าทำไม อืม…เล่าเรื่องหนังสตาร์วอส์ให้ฟังดีกว่า (ลากไปไกลเนอะ)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนที่แฮริสัน ฟอร์ดยังเอ๊าะๆ ก็ได้รับบทเป็นคุณฮาน โซโล ในภาคสองของสตาร์วอส์ชุดแรก (หรือก็คือภาค 5 ถ้านับแบบปัจจุบัน)

ในเอพพิโสดนั้น ฮาน โซโลถูกจับได้ แล้วก็ต้องถูกเอาไปแช่คาร์บอน จะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก่อนจะเอาไปแช่ฮานได้คุยกับเจ้าหญิงเลอา ที่รักกันแล้วแหละ แต่ไม่ยอมพูดกัน เจ้าหญิงเลอาก็เป็นน้ำหูน้ำตาบอกว่า ฉันรักคุณนะ (I love you.) ตามบทที่เขียนมา ตาฮานแกต้องตอบว่า ผมก็รักคุณเหมือนกัน (I love you, too.) แต่คุณแฮริสันดูบทนี้แล้ว ก็บอก ผกก. ว่าไม่ใช่ว่ะครับ ผมว่าฮานไม่พูดอย่างนี้

ทำไมฮานไม่พูดอย่างนี้ ก็เพราะฮานเป็นสัตว์โลกกวนประสาท ซึน นิสัยขี้โกงโฉดเล็กๆ พอน่ารัก การพูดอะไรแบบไร้ความซึนอย่าง “ป๋มก็รักหญิงนะงือ ;w;” หรือ “ผมก็รักคุณครับ (เสียงหล่อ)” จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

นักเขียนคาแรคเตอร์เบสจะเซนซิทีฟกับอะไรแบบนี้มากค่ะ (เพราะเห็นตัวละครเหมือนคนมีตัวตนจริง)…

View original post 80 more words

DeepFilm: Spirited Away

Deep Film

Screen Shot 2557-08-23 at 15.44.15

Spoiler Alert!

หลังจากดู Wind Rises ซึ่งดูเหมือนว่า จะมีเค้าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของพ่อและแม่ของ Miyazaki เองซ้อนอยู่ด้วย* (ขยายความด้านล่างสุด) แต่ไม่รู้สึกอยากจะเขียนวิเคราะห์ เพราะมันก็เป็นอย่างที่เห็น เลยกลับมาดูงานเก่าๆ ของ Miyazaki แล้วนึกคึกเขียนวิเคราะห์แบบยาวเหยียดทีเดียว

การทำความเข้าใจ Spirited Away แบบ Deep Film จะตีความแนวจิตวิทยาไปเรื่อยๆ ตามลำดับเนื้อเรื่อง แต่ทว่าเรื่องนี้มีความเป็นญี่ปุ่นและมีความเชื่อทางศาสนา Shinto เกี่ยวกับวิญญาณสถิตในธรรมชาติ (Kami) ซึ่งมีทั้งด้าน positive และ negative มีทั้งเทพ (Kami-sama) และปีศาจ (Yokai) อยู่ด้วยตลอดทั้งเรื่อง หลายๆ จุด อาจไม่สามารถมองจากแนวจิตวิทยาได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดความหมาย จะออกแนวนัวๆ เบลอๆ ผสมผสาน ซะมากกว่า อันที่จริง โลกในจิตใจมนุษย์เรานั้นก็มีตัวอะไรแปลกๆ เยอะแยะ เดินไปเดินมา แต่อาจไม่น่ารักอย่างใน animation ของ Miyazaki เราอาจพอทำความเข้าใจตัวเหล่านั้นได้บ้างบางส่วน แต่ไม่อาจจะเข้าใจได้ทั้งหมดหรอกนะ เพราะจิตสำนึกของมนุษย์เรามีขอบเขตจำกัด แต่ไม่ว่าจะมองว่ามันเป็นวิญญาณ หรือจะมองว่าเป็น Archetypal images ในจิตไร้สำนึก การที่การ์ตูนเรื่องนี้ดังไปทั่วโลกก็แสดงให้เราเห็นได้ว่า มันมีธีมสากล (Universal theme) ที่ไม่ติดอยู่ในกรอบของเชื้อชาติ ศาสนา และเราสื่อถึงมันได้

เปิดเรื่องมา Chihiro กำลังงอแง เพราะอยู่ระหว่างการเดินทางย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน และยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เธอกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และไม่สามารถทำใจยอมรับได้ ยังยึดติดกับเพื่อนที่โรงเรียนเก่าและความคุ้นเคยเก่าๆ อยู่ เธอกำดอกไม้และการ์ดอวยพรไว้แน่นขณะนั่งอยู่ในรถ ฉากเปิดสั้นๆ Dynamic สูง ชัดเจนในเนื้อหา บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่าน (Transition) และอดีตที่ไม่อยากปล่อยวาง

การที่ไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้นั้น ทำให้หลงทางเข้าไปในโลกวิญญาณ หรือจะมองอีกแง่คือโลกในจิตใจของตัวเอง ขับรถหลงข้ามสะพานมา ขับผ่านประตูวิญญาณ ‘Torii’ สัญลักษณ์บอกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ตรงต้นไม้ใหญ่และมีบ้านวิญญาณ ที่เหมือนศาจเจ้าเล็กๆ มากมายวางอยู่ เดินผ่านอุโมงค์ โผล่มาเจอสถานีรถไฟเก่าที่มีความเป็นตะวันตก ชวนให้นึกถึงสมัยสงครามโลก ซึ่งน่าจะเป็นความทรงจำของตัว Hayao Miyazaki เองที่เกิดช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีวัยเด็กในยุคหลังสงครามโลก สถานีรถไฟนี้เป็นจุดตัดผ่านระหว่างโลกทันสมัย vs โลกโบราณ มนุษย์สร้าง vs ธรรมชาติ พ้นจากจุดนี้ไปคือโลกวิญญาณจริงๆ แล้วนะ ตอนที่ Chihiro และพ่อแม่ออกมาจากสถานีรถไฟ เป็นช่วงเวลาเกือบๆ 4 โมง ใกล้จะเย็นแล้ว เดินผ่านทุ่งหญ้า ซากรูปปั้นเทพ และทางเดินกรวดหิน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นพื้นทะเล ข้ามมาสู่ฝั่งโลกวิญญาณ มีร้านรวง และอาหารมากมาย แต่ไร้ผู้คน

พ่อแม่ของ Chihiro ตะกละ ไร้มารยาท ซึ่งก็เป็นความโลภชนิดหนึ่ง ล่วงเกินกินอาหารสำหรับเทพ ไม่ใช่ของตัวเอง ไม่ได้ทำงานแลกมันมา จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของ Yubaba แม่มดดำ ผู้บ้าอำนาจและโลภมาก และถูกสาปให้เป็นสัตว์ (หมู) เพื่อรอปรุงเป็นอาหารให้กับเทพ

Chihiro พบกับมังกรหนุ่มน้อย Haku (positive…

View original post 962 more words